เอกสารสรุปความต้องการของลูกค้า (What DHL Wants) และแผนการดำเนินงานทางเทคนิคสำหรับทีมพัฒนา (What We Need to Do)
คำจำกัดความ บทบาทหน้าที่ และภาพรวมการทำงานในโปรเจกต์นี้
เป็นเว็บแอปพลิเคชันที่ฝังตัวอยู่ใน LINE OA ของ DHL โดยตรง ลูกค้าไม่ต้องดาวน์โหลดแอปใหม่ เพียงกด Rich Menu ใน LINE ก็สามารถเรียกดูที่อยู่ นัดวันเวลา และกดจองรถเข้ารับพัสดุ (Ad-hoc Pickup) ได้เองตลอด 24 ชั่วโมง
เป็นแกนกลางระบบทำหน้าที่รับคำสั่งจองจาก LINE ตรวจสอบความถูกต้อง แล้วยิง API ข้ามไปเปิดงาน (PICK Job) ในระบบ Apollo ของ DHL ให้อัตโนมัติ พร้อมดึงสถานะงานแบบ Real-time กลับไปแจ้งเตือนลูกค้าทาง LINE
ส่งข้อมูลผู้ใช้ (LINE User ID, UUID) และประวัติพฤติกรรมการจองเข้าสู่ Customer Data Platform (CDP) เพื่อให้ DHL นำไปวิเคราะห์ แบ่งกลุ่มลูกค้า (Segmentation) และทำโปรโมชันเฉพาะกลุ่มแบบแม่นยำ
ลูกค้าโทร/ทักแอดมิน CS ➔ แอดมินพิมพ์ส่งต่ออีเมลหา Backline ➔ Backline เปิดคอมฯ คีย์เข้าระบบ Apollo ด้วยมือ ➔ ส่งอีเมลแจ้ง Depot แจ้งคนขับ (ช้า, เสี่ยงพิมพ์ผิด, ลูกค้าเช็กสถานะไม่ได้)
ลูกค้ากดจองผ่าน CEP บน LINE ➔ ข้อมูลวิ่งตรงไปเปิดงานใน Apollo ทันที คนขับรถรับงานอัตโนมัติ ลูกค้าเห็นเลข PICK# และติดตามรถได้แบบเรียลไทม์บน LINE ทันที
กระบวนการจองรถเข้ารับพัสดุแบบ Ad-hoc (ไม่ได้เป็นรอบประจำ) ในปัจจุบันเป็น Manual 100% ผ่านหลายทีมและมีขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน ส่งผลให้ช้า ผิดพลาด และไม่สามารถขยายสเกลได้
Merchant หรือ On-site staff โทร/แชท/อีเมลหา Customer Service (CS)
ทีม Call Center / Chat Copy ข้อความจากแชทแล้วพิมพ์เป็นอีเมลส่ง 1:1 ไปให้ทีม Backline (BL)
ทีม Backline ต้อง Manual Check บัญชีลูกค้า ว่าเป็นลูกค้าแบบ Regular หรือ Ad-hoc
Backline เปิดโปรแกรม Apollo เพื่อกรอกข้อมูลเปิด Booking และออกเลข PICK# ด้วยมือ
ส่งอีเมลแจ้งเลข PICK# กลับไปให้ CS และส่งอีเมลแจ้ง Depot BKK / ทีม TR กระจายงานให้คนขับรถ
ทีม CS และ Backline ต้องใช้เวลามหาศาลในการคีย์ข้อมูล รับเรื่อง และตอบโต้ทางอีเมลแบบเคสบายเคส เปลือง Man-power โดยใช่เหตุ
การส่งต่องานหลายทอด (Multiple Handoffs) และการส่งอีเมลโต้ตอบ ทำให้กระบวนการยืนยันการจองล่าช้า รถเข้ารับไม่ทันรอบ
ลูกค้าและทีมปฏิบัติการ (Depot / Operations) ขาดการมองเห็นสถานะแบบเรียลไทม์ (End-to-End Visibility) ไม่รู้ว่ารถจะมาถึงเมื่อไหร่
การพิมพ์ข้อมูลด้วยมือข้ามระบบ เสี่ยงต่อความผิดพลาดของที่อยู่ เบอร์ติดต่อ จำนวนพัสดุ ทำให้เกิดการแก้งาน (Rework) และตกหล่น
กระบวนการเดิมไม่สามารถรองรับการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซได้ หากยอดจองเพิ่มขึ้น 5-10 เท่า จะทำให้ทีม CS และ Backline ล้นจนรับมือไม่ไหว
DHL จึงต้องการเปลี่ยนกระบวนการทั้งหมดให้เป็น LINE Self-Service + Apollo Automation เพื่อประหยัดเวลา ลดต้นทุนแรงงาน และยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า